ประวัติศาสตร์ชุมชน : ความเข้าใจคุณค่าและความหมายของชุมชนผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

หากท่านต้องการคัดลอกข้อมูลบนเว็บไซต์ กรุณาทำการลงทะเบียน หรือเข้าสู่ระบบ

แกลลอรี่ภาพ

“...ทุกคนในชุมชนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่กำลังดำเนินต่อไปในอนาคต...


คำกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ในเวทีการนำเสนอ ผลการดำเนินงานโครงการวิจัยประเด็นการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนล่างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ที่แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์มิใช่ผลผลิตทางความคิดที่สร้างขึ้นจากพื้นที่ศูนย์กลาง แต่เป็นสิ่งที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถสร้างขึ้นได้ รวมถึงหาใช่สิ่งที่หลายคนเข้าใจกันว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของอดีตที่มีจุดเริ่มต้นและมีจุดสิ้นสุด แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนเข้าใจ ตัวตนของชุมชนทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นกระบวนการหนึ่งที่ชุมชนต่างๆ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสืบค้นประวัติความเป็นมาของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่ปรากฏหลักฐานที่บ่งบอกเรื่องราวความเป็นมาอันยาวนานของพื้นที่ ทั้งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารประเภทพงศาวดาร จารึก รวมถึงโบราณวัตถุ โบราณสถานต่างๆ ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนย้อนกลับไปได้ไกลหลายยุคหลายสมัย ชุมชนต่างๆ จึงมักให้ความสำคัญกับหลักฐานต่างๆ เหล่านั้นในฐานะเป็นภาพแทนประวัติศาสตร์ของชุมชน

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ได้กล่าวว่า ข้อมูลจากหลักฐานด้านโบราณวัตถุ โบราณสถาน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนที่มีความสำคัญและไม่อาจละเลยไปได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาประวัติศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวเป็นกระบวนการศึกษาที่ให้ความสำคัญเฉพาะหลักฐานประเภท “มรดกทางวัฒนธรรม” (Heritage) ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีลักษณะที่หยุดนิ่ง หากศึกษาประวัติศาสตร์จากมรดกทางวัฒนธรรมเพียงมิติเดียวย่อมทำให้ขาดความเข้าใจความเคลื่อนไหวและความเชื่อมโยงของสังคมหรือชุมชนในแต่ละช่วงเวลา ดังที่ศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์ได้ยกตัวอย่างถึงชุมชนบางขลังที่มีหลักฐานกล่าวถึงการเป็น จุดกำเนิดประเทศไทยตามหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม)1  ที่กล่าวว่าพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองรวมพลกันที่เมืองบางขลังก่อนที่จะเข้าตีเมืองสุโขทัยคืนมาจากขอมสบาดโขลญลำพง จากนั้นจึงสถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย นอกจากนั้นภายในเมืองบางขลังยังปรากฏโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบจากศิลปะขอมมีอายุเก่าแก่ถึงสมัยต้นกรุงสุโขทัย แต่หากศึกษาความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของชุมชนบางขลังในปัจจุบันจะพบว่าชุมชนบางขลังในปัจจุบันเริ่มมีการก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น ซึ่งหากชุมชนนำข้อมูลด้านมรดกวัฒนธรรมที่ปรากฏในช่วงดังกล่าวมาเป็นภาพแทนประวัติศาสตร์ของชุมชนในปัจจุบัน ย่อมทำให้ไม่เห็นภาพความต่อเนื่องของผู้คนจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน นำมาสู่การรับรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ไม่ถูกต้องนัก     

การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจึงไม่อาจละเลยมุมมองเกี่ยวกับ “คนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนให้เห็นพลวัตรและกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายในชุมชนอันเป็นหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปได้

การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นแนวคิดที่ไม่มองชุมชนท้องถิ่นผ่านศูนย์กลาง โดยมองประวัติศาสตร์จากเบื้องล่างผ่านข้อมูลท้องถิ่นที่มีลักษณะชาวบ้าน ลักษณะพื้นบ้าน พื้นเมืองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต (living history) มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เพราะข้อมูลที่นำมาศึกษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการรับรู้และเปลี่ยนแปลงของสังคม2  โดยหากมองประวัติศาสตร์ในมิติความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งจะทำให้เข้าใจ ตัวตนของชุมชนในหลากหลายมิติขึ้นด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร์ ยังได้เสนอแนวทางในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกว่า คนในชุมชนอาจสืบค้นประวัติศาสตร์ของชุมชนได้จาก “ความทรงจำร่วมของสังคม” (Collective memory) ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในชุมชนจากความทรงจำของผู้คนในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะการมองเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสรรพสิ่งซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้าใจว่าสิ่งใดเป็นความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีตที่ผ่านมา สาเหตุของความสำเร็จและความล้มเหลวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ทิศทางที่สังคมดำเนินมาตั้งแต่อดีตนั้นเป็นทิศทางที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ เพียงใด และเป้าหมายที่สังคมกำลังดำเนินไปสู่คืออะไร จะบรรลุเป้าดังกล่าวได้อย่างไร คำถามเหล่านั้นจะนำไปสู่การสร้างตัวตนของคนในสังคมให้รู้ว่าตนเองมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมในฐานะใด และสถานะที่ตนดำรงอยู่นั้นจะทำให้ตนเองมีความหมายได้อย่างไร ประวัติศาสตร์จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจ ตัวตนของชุมชนตั้งแต่อดีต และทำให้เข้าใจการก่อรูปลักษณ์ของสังคมในปัจจุบัน3                                                  

ไม่เพียงเท่านั้น ความเข้าใจ “ตัวตนของชุมชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ยังทำให้ชุมชนสามารถสร้างแนวทางในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทั้งภายในชุมชนเองรวมถึงจากภายนอก แสวงหาลู่ทางที่จะสร้าง ความทรงจำใหม่หรือปรับเปลี่ยน ความทรงจำเดิมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในอนาคตโดยเกิดจากกระบวนการสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์แบบ ชุมชนเป็นพื้นฐาน อันเป็นความสำนึกที่ทำให้แต่ละคนสามารถวางตนเองอยู่ในความเป็น ชุมชนที่จะร่วมกันเผชิญกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีพลัง4              

การศึกษาชุมชนผ่านกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นการศึกษาเพื่อความเข้าใจคุณค่าและความหมายตัวตนของชุมชน และเมื่อพิจารณาผ่านมุมมองด้านการท่องเที่ยว หากชุมชนเข้าใจคุณค่าและความหมายตัวตนของชุมชนแล้ว ย่อมทำให้ชุมชนสามารถนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้เป็นต้นทุนเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม ผ่านสำนึกร่วมของความเป็นชุมชนที่ตระหนักว่าทรัพยากรเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายและคุณค่าต่อวิถีชีวิตของผู้คน มากกว่าเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทรัพยากรวัฒนธรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ที่ผ่านมาเรากลับพบเห็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นเพียงสินค้าเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยจากนักท่องเที่ยวกันอย่างดาษดื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดทอนคุณค่าลงไปเท่านั้น 

...ยังทำให้คุณค่าของ คนซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเหล่านั้น ถูกลดทอนตามไปด้วย...

 

อนุวัตร อินทนา
สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน

 

---------------------------

1 สำนักนายกรัฐมนตรี, ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1 (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, 2521), 37-38.
2 ธิดา สาระยา, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคมมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2539), 66-67.
3 อรรถจักร สัตยานุรักษ์, ประวัติศาสตร์เพื่อชุมชน: ทิศทางใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2548), 7-8.
4 เรื่องเดียวกัน, 36.